Showing posts with label millefeuille. Show all posts
Showing posts with label millefeuille. Show all posts

Friday, 6 December 2013

Marie-Antoine Carême : เซเลบริตี้เชฟแห่งศตวรรษที่ 19


“When we no longer have good cooking in the world, we will have no literature, nor high and sharp intelligence, nor friendly gathering, nor social harmony” - Marie Antonine Carême

เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนก็มีแต่เซเลบริตี้เชฟเต็มไปหมดเลย ทั้งของไทยแล้วก็ต่างประเทศเล่นเอาติดตามกันไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะค่ะ แต่ก่อนที่จะมี Nigella Lawson, Martha Stewart หรือแม้กระทั่ง Julia Child มาทำอาหารในทีวีให้พวกเราได้ดูกัน ที่ฝรั่งเศสเค้ามีเซเลบริตี้เชฟกันมาตั้งแต่ปี 18xx แล้วล่ะค่ะ วันนี้เราก็เลยอยากจะขอเล่าเรื่องราวของเซเลบริตี้เชฟคนแรกของโลก (เท่าที่มีบันทึกไว้) Marie-Antoine Carême กันค่ะ (ถ้าใครจำได้เราเคยแอบพูดถึงเค้าไว้แล้วในตอน Croquembouche ค่ะ)

Marie Antonine Carême


เส้นทางชีวิตของ Marie-Antoine Carême


เส้นทางของเซเลบคนนี้ค่อนข้างลำบากทีเดียวค่ะ เนื่องจากถูกพ่อแม่ทิ้งให้หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองในปารีสตั้งแต่อายุ 8 ขวบ Carême เริ่มต้นทำงานหาเลี้ยงตนเองด้วยการเป็นเด็กรับใช้ในครัวของร้านขายสเต็กแห่งหนึ่งในปารีส  พออายุได้ 14 ปี Carême ก็ย้ายไปทำงานกับ Sylvain Bailly ซึ่งเป็นช่างทำขนมชื่อดังของปารีสที่มีร้านอยู่ใกล้กับ Palais Royal ที่เป็นแหล่งรวมของศิลปะและแฟชั่น และนี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตในครัวของเค้าล่ะค่ะ


สถาปัตยกรรมต่างๆเป็นแรงบันดาลใจให้ Carême สร้างผลงานที่วิจิตรอลังการขึ้น

Carême เริ่มต้นมีร้านของตัวเองบนถนน Rue de la Paix ในปารีส Patisserie de la Rue de la Paix (ปิดลงในปี 1813)  แห่งนี้มีชื่อเสียงด้านความสวยงามและรสชาติของขนมต่างๆซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวปารีสในสมัยนั้น การตกแต่งขนมอย่างวิจิตรอลังการด้วย nougat, marzipan, sugar และ pastry เพื่อใช้เป็น Center piece (pièces montées ) กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา ความสนใจในด้านสถาปัตยกรรมและแบบจำลองของสิ่งปลูกสร้างต่างๆทั้งโบสถ์, พีระมิดโบราณ หรือปราสาทราชวัง เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการทำขนมเป็นรูปทรงที่ต่างจากคนอื่นๆ ขนมที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Gros Nougats, Grosses Meringues, Croquants (ทำจากอัลมอนด์และน้ำผึ้ง) and Solilemmes (เค้กที่มีรูปร่างคล้ายขนมปังชนิดหนึ่ง)

จักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส


และด้วยฝีมือในการทำขนมที่วิจิตรสวยงามนี้เองที่ทำให้ Carême เป็นที่สนใจในกลุ่มคนชั้นสูงในปารีสรวมไปถึงจักรพรรดินโปเลียนที่เรียกให้เขาเข้าไปทดสอบฝีมือกับ Charles Maurice de Talleyrand-Perigord ซึ่งเป็นผู้ดูแลควบคุมด้านอาหารในพระราชวัง โดย Carêmeจะต้องทำอาหารจากผลผลิตตามฤดูกาลทั้งปีโดยใช้วัตถุดิบที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละจาน เมื่อเขาผ่านการทดสอบ Talleyrand จึงรับเขาเข้ามาร่วมงาน Carêmeทำงานในครัวของจักรพรรดินโปเลียนจนปี 1815 ซึ่งการปกครองของนโปเลียนล่มสลาย เขาจึงย้ายไปลอนดอน และทำงานให้กับเจ้าชายรัชทายาทของอังกฤษซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์ในนามพระเจ้าจอร์จที่ 5 แต่เพียงสามปีให้หลังเขาก็ตัดสินใจย้ายออกจากลอนดอนเนื่องจากทนสภาพอากาศและแรงกดดันจากความมีชื่อเสียงไม่ไหว เมื่อกลับมายังปารีสบ้านเกิดแล้ว Carême ได้มาทำงานให้กับ James Mayer Rothschild ซึ่งเป็นนายธนาคารชื่อดังในขณะนั้น


Marie-Antoine Carême เสียชีวิตในปารีสอย่างสงบด้วยวัยเพียง 48 ปี หลายคนกล่าวว่าสาเหตุหลักในการเสียชีวิตของเขาก็คือฝุ่นและควันจากถ่านหินที่เขาได้รับจากการทำงานในครัวที่เขารักนั่นเอง อย่างไรก็ตามจากผลงานที่เขาสร้างมาตลอดชีวิต Carême ได้ถูกจดจำในฐานะบิดาแห่งศาสตร์การปรุงอาหารชั้นสูง ร่างของเขาฝังอยู่ที่ สุสานในเขต Montmartre


Marie-Antoine Carême กับวงการอาหาร


นอกจากขนมชื่อยากที่กล่าวถึงไปด้านบนแล้ว Carême ยังเป็นผู้ให้กำเนิดขนมที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ Charlotte Russe ซึ่งชื่อของขนมนั้นตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับพระเจ้าชาร์ อเล็กซานเดอร์แห่งรัสเซียซึ่ง Carême เคยไปอาศัยอยู่ด้วยในช่วงเวลาสั้นๆตอนที่เขาย้ายออกมาจากลอนดอนค่ะ

 
Charlotte Russe


Carême ยังเป็นผู้ที่สร้างขนมที่เป็นของโปรดของใครหลายๆคนอย่าง Mille-Feuille ขึ้นมาด้วยนะคะ ในตอนนั้นเขาเรียกเจ้าขนมนี้ว่า นโปเลียนเค้ก เนื่องจากว่าจักรพรรดินโปเลียนทรงโปรดขนมทำมาจากสตรอว์เบอร์รี่เป็นอย่างมากนั่นเองค่ะ ในปัจจุบันนี้เราสามารถพบเห็น Mille-Feuille ในหลากหลายรสชาติตั้งแต่ช็อกโกแลต, กาแฟ ไปจนถึงชาเขียว


Mille-Feuille


นอกจาก Carême จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้กำเนิดขนมอร่อยๆมากมายแล้ว เขายังเป็นผู้ริเริ่มการจำแนกประเภทของซอสฝรั่งเศสออกเป็น 4 ชนิดเพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจอีกด้วย ซึ่งซอสทั้ง 4 แบบนั้นประกอบไปด้วย Espagnole, Vélouté, Allemande, และ Béchamel การจำแนกดังกล่าวทำให้การเรียนการสอนด้านอาหารฝรั่งเศสนั้นง่ายขึ้นมากไม่ว่าจะเป็นในระดับมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นตามบ้าน 



ตัวอย่างหนังสือที่ Marie-Antoine Carême แต่งขึ้น

ส่วนด้านล่างนี้เป็นรายชื่อหนังสือที่ Marie-Antoine Carême แต่งขึ้น เผื่อใครอยากไปตามหามาอ่านกันนะคะ

1.      Le Pâtissier royal parisien, ou Traité élémentaire et pratique de la pâtisserie moderne, suivi d'observations utiles au progrès de cet art, et d'une revue critique des grands bals de 18

2.      Le Maître d'hôtel français, ou Parallèle de la cuisine ancienne et moderne, considéré sous rapport de l'ordonnance des menus selon les quatre saisons. (Paris, 2 vols. 1822)

3.      Projets d'architecture pour l'embellissement de Sainte Petersburg. (Paris, 1821)

4.      Projets d'architecture pour l'embellissement de Paris. (Paris, 1826)

5.      Le Pâtissier pittoresque, précédé d'un traité des cinq orders d'architecture (Paris, 1828; 4th edition, Paris, 1842)

6.      Le Cuisinier parisien, Deuxième édition, revue, corrigée et augmentée. (Paris, 1828)

7.      L'Art de la cuisine française au dix-neuvième siècle. Traité élémentaire et pratique. (Volumes 1-5. [Work completed after Carême's death by Armand Plumerey.] Paris, 18331847)

8.      The royal Parisian pastrycook and confectioner ([From the original of Carême, edited by John Porter] London, 1834)

9.      French Cookery, Comprising l'Art de la cuisine française; Le Pâtissier royal; Le Cuisinier parisien... ( [translated by William Hall] London, 1836)


Wednesday, 6 November 2013

มาทำความรู้จักกับ Pastry (เพสตรี้) กันดีกว่า

หลายๆคนที่ชอบทำหรือว่าชอบทานขนมอบคงจะเคยได้ยินคำว่า Pastry (เพสตรี้) ผ่านหูกันมาบ้างแล้วนะคะ บางคนก็อาจจะแอบมีคำถามในใจว่า....ไอ้เจ้าเพสตรี้อะไรเนี่ยมันคืออะไรน้า? มันคือพาย หรือขนมปัง?หรือเค้ก? หรือว่ามันก็แปลเหมือนกับเบเกอรี่นั่นแหละ? วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเจ้า Pastry กันให้ดียิ่งขึ้นกันดีกว่าค่ะ

ขนมหลากหลายชนิด ในนี้มี Pastry ซ่อนอยู่กี่อย่างเนี่ย??  (ภาพจาก http://www.thedateguy.co.uk) 
      
 
Pastry (เพสตรี้) เป็นชื่อเรียกของขนมอบหลายชนิดซึ่งมีส่วนประกอบหลักๆคือ แป้ง, น้ำตาล, นม, เนย และ ไข่ Pastry ถ้าดูจากส่วนผสมหลักๆแล้ว Pastry ก็น่าจะเหมือนกับขนมปังใช่มั้ยคะ? แต่จริงๆแล้ว Pastry ต่างจากขนมปังตรงที่มีสัดส่วนของไขมันที่สูงกว่านั่นเองค่ะซึ่งเจ้าตัวไขมันนี่เองที่ทำให้ Pastry มีลักษณะร่วนๆกรอบๆที่เรียกว่า “flaky” แทนที่จะนุ่มๆเหมือนขนมปังค่ะ


โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแบ่งชนิดของ Pastry ได้เป็น 3 ชนิดหลักๆดังต่อไปนี้ค่ะ

1.Shortcrust Pastry (แป้งพาย) หรือ Pâte Brisée

การรีดแป้งพาย (ภาพจาก www.bbc.co.uk)


Shortcrust Pastry เป็น pastry ที่ทำง่ายและมีขั้นตอนน้อยที่สุดในบรรดา Pastry ทั้งหมดเลยค่ะ ส่วนประกอบหลักๆก็จะมี แป้ง, เนย, เกลือ  แล้วก็น้ำค่ะ บางครั้งก็จะมีการใส่น้ำตาลเพื่อให้มีรสหวานด้วยค่ะ ซึ่งแป้งเวอร์ชั่นที่มีใส่น้ำตาลลงไปจะมีชื่อใหม่เรียกว่า Sweetcrust Pastry (แป้งพายหวาน) หรือถ้าเป็นภาษาฝรั่งเศสก็เรียก Paté Sucrée ค่ะ (อ่านออกเสียงกันเองนะคะ)

ตัวอย่างขนมที่ได้จาก Shortcrust Pastry ก็เช่น พาย (pie) ชนิดต่างๆ, ทาร์ต (tart) แล้วก็ คิช (quiche) ค่ะ

แป้งพายตกแต่งแบบต่างๆ (ภาพจาก www.marthastewart.com)
 
ทาร์ตผลไม้ (ภาพจาก www.bbcgoodfood.com)

2.Puff Pastry (แป้งพายชั้น)  

การรีดแป้งพายชั้น (ภาพจาก www.bbc.co.uk)

ถึงแม้ว่า Puff Pastry จะมีส่วนประกอบเหมือนกับ Shortcrust Pastry แต่วิธีการทำเหนื่อยกว่ากันเยอะค่ะ เนื่องจากเราจะต้องค่อยๆรีดแป้งพายสลับกับชั้นเนยหลายๆรอบเพื่อให้เกิดชั้นแป้งเวลาอบนั่นเองค่ะ เมื่ออบเสร็จแล้ว Puff Pastry จะพองตัวขึ้นมาเป็นเหมือนแผ่นแป้งบางๆกรอบๆซ้อนกันเป็นร้อยๆชั้นเลยค่ะ

ขนมที่ได้จากเจ้าแป้ง Puff Pastry ก็อย่างเช่น  mille-feuille และ palmier ค่ะ

Palmier และ วิธีการทำ (ภาพจาก www.epicurious.com)
 

3.Choux Pastry (แป้งชูว์)

Choux Pastry จะมีสัดส่วนของน้ำที่สูงกว่า pastry สองชนิดข้างบนเนื่องจากว่าการพองตัวของ Choux Pastry จะอาศัยการระเหยของไอน้ำมาช่วยยกตัวแป้งขึ้นนั่นเองค่ะ เมื่ออบสร็จแล้วจะมีโพรงอากาศอยู่ด้านใน สามารถใส่ไส้ขนมตามใจชอบได้ค่ะ

แป้งชูว์สามารถบีบเป็นรูปร่างต่างๆได้ค่ะ (ภาพจาก www.marthastewart.com)

ขนมที่ได้จาก Choux Pastry ที่เรารู้จักกันดี ก็จะมี เอแคลร์ (éclair) แล้วก็ ครีมพัฟ (chou à la crème) ค่ะ

เอแคลร์ (ภาพจาก www.foodgawker.com)


ไว้เดี๋ยวคราวหน้าเรามาเจาะลึกทำความรู้จักกับ Pastry แต่ละชนิดกันต่อนะคะ วันนี้ต้องขอบ๊ายบายไปก่อนค่ะ